
นายภาณุ อิงคะวัต ประธานเครือข่ายพลังบวก กล่าวถึงการทำโฆษณา “ขอโทษประเทศไทย”ว่า มีจุดมุ่งหมายว่าทำให้คนไทยได้ฉุกคิดว่าประเทศไทยกำลังมีปัญหาอย่างไร ซึ่งไม่ใช่แค่ปลายเหตุที่มีการชุมนุม และเกิดการเผาตามสถานที่ต่างๆ เท่านั้น แต่มีที่มาที่ไปอีกมากมายซึ่งหากไม่ไปเจาะถึงรากแห่งปัญหา จะทำให้เราแก้ปัญหานั้นได้เพียงระยะสั้นๆเท่านั้น และมันจะกลับมาเกิดอีก จึงอยากกระตุ้นให้คนไทยเข้าใจปัญหาว่า ยังมีเรื่องลึกลับซับซ้อนที่เราคนไทยควรจะเข้าไปแก้ไขปัญหาอีกมากมายในสังคม ไทย
“เครือข่ายพลังบวกมีจุดมุ่งหมายว่าในฐานะคนไทย เราทำอะไรได้บ้าง ซึ่งพยายามสื่อสารในทางบวก เพื่อให้ทุกคนได้มองภาพบวก”นายภาณุ กล่าว
นายเกียรติศักดิ์ วัฒนศักดิ์ คณะกรรมการตรวจพิจารณาการโฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์ กล่าวว่า จริงๆแล้วตนเองชอบโฆษณาชุดนี้ แต่ต้องทำความเข้าใจคณะกรรมการพิจารณาการโฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์นั้นถูกตั้ง โดยสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ โดยมีพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค 2522 ซึ่งมีเรื่องให้เราต้องพิจารณาหลายเรื่องอาทิ เรื่องข้อความที่เป็นเท็จ ข้อความที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ ข้อความสนับสนุนทางตรงทางอ้อมไม่ให้ผิดกฎหมาย และ ข้อความที่ไม่ก่อให้เกิดความแตกแยก หรือเสื่อมเสียความสามัคคีในหมู่ประชาชน และอื่นๆตามที่กฎกระทรวงกำหนด
ซึ่งคณะกรรมการจะมาจากทีวีทั้ง 4 ช่อง และ เชิญตัวแทนจากกลุ่มโฆษณามาให้ความเห็นในมุมมองผู้ประกอบการ วันที่มีการส่งเซ็นเซอร์ตนเองร่วมเป็นกรรมการร่วมกับตัวแทนช่องต่างๆด้วย พอได้ดูกรรมการทุกคนชอบโฆษณาชุดนี้ แต่มีประเด็นหลายๆอย่างไม่อนุญาต เช่น การแต่งกายหรือชุด ไม่มีการส่งเอกสารใดๆเข้ามาเลย เอกสารต่างๆประกอบการพิจารณาไม่ได้ส่งเข้ามา ชุดราชการ ชุดพระสงฆ์ ไม่รู้ว่าได้ขออนุญาตหรือไม่ แม้แต่เป็นภาพข่าวก่อนจะนำเสนอต้องสอบถามไปยังต้นสังกัดว่าสามารถใช้ได้ไหม และนำภาพข่าวมาโฆษณาได้ไหม ซึ่งเอกสารเราไม่มีเลย แล้วเราจะให้ไปได้ผ่านไปอย่างไร โดยข้อ 4 ความแตกแยกความสามัคคีมันสามารถมองได้ 2 ด้านเสมอ
นายภาณุกล่าวอีกว่า รู้ขั้นตอนการทำโฆษณาเป็นอย่างดีเพราะอยู่ในวงการนี้ ซึ่งหลักฐานสามารถส่งให้ในภายหลังได้ ซึ่งเข้าใจคณะกรรมการเป็นอย่างดีในการทำหน้าที่ของเขาคือ ตักเตือนในสิ่งที่เห็นว่าไม่เหมาะสม หรือกลัวว่าจะเป็นปัญหาในอนาคต เราเข้าใจ เพียงแต่เสียดายที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ออก
ส่วนเรื่องฉากและองค์ประกอบ เป็นเหตุการณ์จริงส่วนใหญ่ มีเพียงเรื่องละครบางฉากที่เราทำเอง ปัญหาตอนนี้คือ เราจะได้ดูหนังเรื่องนี้ไปฉายหรือเปล่า สังคมต้องให้คำตอบ ซึ่งเข้าใจว่ามีทั้งชอบและไม่ชอบ
นายเกียรติศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้ภาพจริงได้แต่ต้องมีการขออนุญาตเจ้าของภาพก่อน กลัวแต่เพียงว่าเกิดการเข้าใจผิด โดยเฉพาะเรื่องความสามัคคี และผลกระทบออกมา ที่เราห่วง เช่นภาพคนที่ใส่นั่งกางเกงใน หรือโครงการโฮปเวลล์ ก็ยังอยู่ในระหว่างดำเนินคดี ซึ่งในโฆษณาก็ได้ตัดสินไปแล้ว